เมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ ร่วมแถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “พรรคชนะ: กระสุนนำ กระแสเสริม” กลุ่มตัวอย่าง 1,289 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11–14 ก.พ. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และค่าความคลาดเคลื่อน ±3%
ผลไอเอฟดีโพล เรื่อง “พรรคชนะ กระสุนนำ กระแสเสริม” พบว่า ประชาชนมองว่า ‘ปัจจัยหลัก’ ที่ทำให้พรรคหลัก ๆ (ภูมิใจไทย พรรคประชาชน เพื่อไทย กล้าธรรม) ได้คะแนน/ที่นั่ง คือ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22%, ตามด้วย “กระแสความนิยมพรรคพุ่ง” 38.48% และ “ได้บ้านใหญ่/เครือข่ายในพื้นที่สนับสนุน” 31.03% สะท้อนว่าในสายตาประชาชน เกมเลือกตั้งยังถูกขับเคลื่อนด้วยเงิน กระแส และเครือข่ายพื้นที่เป็นตัวนำ ขณะที่ ‘ปัจจัย’ ด้านความเชื่อมั่นต่อพรรคและตัวผู้สมัครเป็นปัจจัยรอง ได้แก่ “ชื่นชอบพรรค แกนนำพรรค และผลงานของพรรคนั้น” 17.46% และ “ผู้สมัคร สส. เขตในพื้นที่เข้มแข็ง ทำพื้นที่ต่อเนื่อง คนรู้จัก” 17.38%
ส่วนมิติอื่นที่ประชาชนระบุเพิ่มเติม ได้แก่ “ประชาชนเบื่อพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยน” 13.11% “มีข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน” 9.85% “เลือกแบบยุทธศาสตร์เพื่อกันอีกฝ่าย มากกว่าเลือกเพราะชอบจริง ๆ” 8.84% “นโยบายหาเสียงโดนใจ” 6.98% และ “อื่น ๆ” 0.93%
หมายเหตุ: ผู้ตอบเลือกได้ 2 อันดับ, ผลรวม % จึงมากกว่า 100%
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) วิเคราะห์นัยยะจากผลไอเอฟดีโพล 6 ประเด็น ดังนี้
ความขัดแย้งทำให้โหวตแบบยุทธศาสตร์ มากกว่าโหวตชอบ เป็นการโหวตกันอีกฝ่ายมากกว่าโหวตเพราะชอบ เพราะไม่อยากให้คะแนนตกน้ำ เลือกพรรคที่จำต้องเลือก เพื่อกันฝั่งตรงข้าม สะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยยังแบ่งข้าง ซึ่งสอดคล้องกับผลโพล “เลือกแบบยุทธศาสตร์ เพื่อกันอีกฝ่าย มากกว่าเลือกเพราะชอบจริง ๆ” 8.84% และยังเดินคู่กับ “ประชาชนเบื่อพรรคการเมืองต้องการเปลี่ยน” 13.11% กล่าวคือ ผู้มีสิทธิ์ส่วนหนึ่งเลือกจากแรง “อยากเปลี่ยน” แต่ก็มีอีกส่วนเลือกจากแรง “ไม่อยากให้ฝั่งตรงข้ามชนะ” จึงสะท้อนว่า การเลือกตั้งถูกขับเคลื่อนด้วยแรงเลือกข้างและเลือกยุทธศาสตร์ควบคู่กัน ภายใต้สภาพสังคมที่ยังแบ่งข้างและตัดสินใจแบบป้องกันอีกฝ่ายเข้ามา
สูตรชนะ 3 ชั้นปิดเกม คือทุน–บ้านใหญ่–เงารัฐ ผลโพลสะท้อนว่า ในสายตาประชาชน “สูตรชนะ” ที่เห็นชัดคือ ทุน 53.22% เป็นฐานทรัพยากร, บ้านใหญ่/เครือข่ายพื้นที่ 31.03% เป็นเครื่องจักรลงพื้นที่และจัดตั้งเพื่อระดมคะแนนให้เป็นก้อน, และ ข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน 9.85% ที่ประชาชนรับรู้ว่าเป็นแรงหนุนทางโครงสร้าง จึงต่อให้ไม่มีกระแสก็ยังชนะได้ เพราะมี “ระบบจัดตั้ง” ที่ทำให้คะแนนเกิดขึ้นจริงและกระจายลงเขตอย่างมีประสิทธิภาพ พรรคที่ใช้ “กระสุน+บ้านใหญ่” จึงถูกมองว่ามีโอกาสชนะมากกว่าพรรคที่พึ่ง “กระแส” เป็นหลัก
เงินนำนโยบาย ผลโพลพบว่า ประชาชนยกให้ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22% เป็นคำอธิบายหลักของการได้คะแนน/ที่นั่ง ขณะที่ “นโยบายหาเสียงโดนใจ” มีเพียง 6.98% จึงสะท้อนว่า ต่อให้นโยบายดีและถูกใจ แต่ถ้าขาดทุน ขาดเครือข่าย และขาดระบบจัดตั้ง นโยบายก็ถูกมองว่าไม่พอจะพาชนะในสนามจริง
กระแสหนุน แต่กระสุนพาชนะ ผลโพลพบว่า “กระแสความนิยมพรรคพุ่ง” 38.48% ช่วยเร่งคะแนนช่วงโค้งสุดท้ายได้จริง แต่ยังเป็นเพียงตัวเสริมเมื่อเทียบกับ “มีเงินและทรัพยากรหาเสียงมากกว่า (กระสุน/ซื้อเสียง)” 53.22% จึงสะท้อนว่า ในสายตาประชาชน กระแสช่วย “ดันขึ้น” ได้ แต่เกมชนะยังหนักไปทาง “กระสุน” มากกว่า
พรรคหนุนคน คนหนุนพรรค ในการเลือกตั้งจริง พรรคมีบทบาทช่วยผู้สมัครได้มากกว่าที่ผู้สมัครจะเดินด้วยตัวเองล้วน ๆ จึงเป็นเหตุผลว่า “พรรคหนุนผู้สมัคร” แต่ผู้สมัครที่มีคุณภาพก็ต้อง “อยู่ถูกพรรค” และพรรคต้อง “เลือกผู้สมัครถูกคน” ซึ่งสอดคล้องกับผลโพลที่ให้ความสำคัญกับ “ชื่นชอบพรรค/แกนนำ/ผลงาน” 17.46% ใกล้เคียงกับ “ผู้สมัครเขตเข้มแข็ง ทำพื้นที่ต่อเนื่อง” 17.38% สะท้อนว่าในสายตาประชาชน ชัยชนะไม่ได้มาจากพรรคอย่างเดียวหรือผู้สมัครอย่างเดียว แต่เกิดจากการทำงานคู่กันระหว่าง “แบรนด์พรรค” กับ “คนทำงานพื้นที่” ถ้าพรรคไม่แข็ง ผู้สมัครมีคุณภาพอาจไปไม่สุด และถ้าผู้สมัครไม่ใช่ พรรคก็แปลงคะแนนเป็นที่นั่งได้ยาก
เงาข้าราชการสร้างแต้มต่อ ผลโพลพบว่า “มีข้าราชการ/พนักงานรัฐสนับสนุน” 9.85% สะท้อนว่าประชาชนยังรับรู้บทบาทเครือข่ายรัฐในสนามเลือกตั้ง พรรคจึงพยายามดึงข้าราชการมาเป็นฝ่ายตนเพื่อความได้เปรียบ ในการเข้าถึงทรัพยากรคนและโครงสร้างรัฐ โดยความพยายามในการคุมกระทรวงมหาดไทย และเมื่อ กกต. มีกำลังคนจัดเลือกตั้งจำกัด ต้องพึ่งภาครัฐจัดเลือกตั้ง ก็ยิ่งทำให้เกม “การคุมกลไก” ถูกมองว่าสำคัญ ที่อาจเอื้อหรือหนุนบางฝ่าย จึงนำไปสู่ข้อถกเถียงเรื่องความสุจริตและเป็นธรรมในการเลือกตั้ง

ลักษณะประชากรและภูมิภาค
กลุ่มตัวอย่าง 1,289 ราย สำรวจ ใน 6 ภูมิภาค มีเพศชาย 47.32% เพศหญิง 50.43% และเพศทางเลือก 2.25% อายุ 18–25 ปี 15.05% 26–35 ปี 16.45% 36–45 ปี 17.22% 46–59 ปี 27.93% และ 60 ปีขึ้นไป 23.35% ระดับการศึกษา ประถม/ต่ำกว่า 9.93% มัธยมต้น 21.10% มัธยมปลาย/ปวช. 24.13% อนุปริญญา/ปวส. 19.01% ป.ตรี 19.55% และสูงกว่า ป.ตรี 6.28% อาชีพ ข้าราชการ/พนักงานรัฐ/รัฐวิสาหกิจ 11.25% พนักงานเอกชน 19.86% เจ้าของกิจการทำงานคนเดียว/อาชีพอิสระ 24.98% นักเรียน/นักศึกษา 10.47% งานบ้าน/ทำงานให้ครอบครัว 10.86% เจ้าของกิจการที่มีการจ้างพนักงาน 10.94% และว่างงาน/เกษียณ 11.64% สำรวจใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ กทม./ปริมณฑล 14.74% เหนือ 18.08% กลาง 11.33% ตะวันออก 7.99% ตะวันออกเฉียงเหนือ 33.90% และใต้ 13.96%
ดาวน์โหลด
Press IFD POLL 16.02.2026 [pdf]
Infographic IFD POLL 16.02.2026 [pdf]
