วันที่ 5 ส.ค. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “โกงสอบ: สาวสุดถึงตัวใหญ่-รื้อสอบอนาคตไร้โกง” กลุ่มตัวอย่าง 1,256 ราย สำรวจช่วง 30 ก.ค. – 2 ส.ค. 69 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%
ผลไอเอฟดีโพล สำรวจโพลเรื่อง “โกงสอบ: สาวสุดถึงตัวใหญ่-รื้อสอบอนาคตไร้โกง”พบว่า คดียังไม่ทันจบ แต่ศรัทธาและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลพังทลายไปเรียบร้อยแล้ว สังคมอ่านเกมออก มองการสั่งย้ายและสอบวินัยเป็นแค่เทคนิคซื้อเวลาเพื่อตัดตอน เงินและอำนาจถูกมองว่าเปลี่ยนผิดเป็นถูก ประชาชนเฝ้ารอดูว่าตัวการใหญ่จะรอดหรือไม่ วิกฤตศรัทธาย้ายฝั่ง โดยประชาชนพึ่งพาเพจดังและอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าหน่วยงานรัฐถึง 2 เท่า และยังสะท้อนภาวะคนดีหมดหวัง ยอมนิ่งเงียบไม่แจ้งเบาะแส เพราะกลัวอันตรายและเชื่อว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน
ผลสำรวจไอเอฟดีโพลต่อคำถามเรื่อง“ความคิดเห็นต่อการดำเนินคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น” พบว่า ประชาชน 50.24% มองเป็นการจัดฉากหรือตัดตอนเพื่อลดแรงกดดันและเอาผิดไม่ถึงผู้สั่งการ รองลงมา คือ ยังสรุปไม่ได้ ต้องติดตามว่าจะถึงผู้สั่งการหรือไม่ (25.56%) เชื่อว่าปราบจริงและจะเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ (17.04%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (7.17%)
เมื่อถามเจาะลึกในกลุ่มที่มองว่าคดีถูกจัดฉากหรือตัดตอนถึงสาเหตุที่คดีไปไม่ถึงผู้สั่งการ (631 ตัวอย่าง) พบว่า ประชาชนสะท้อนเหตุผลหลักคือ เอาผิดเฉพาะระดับปฏิบัติงานหรือคนตัวเล็ก (21.55%) การใช้วิธีสั่งย้ายหรือสอบวินัยเพื่อซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ (20.92%) และคดีมักล่าช้าหรือหยุดลงเมื่อเชื่อมโยงไปถึงผู้มีอำนาจ (20.13%) นอกจากนี้ยังเกิดจากการไม่เปิดเผยความคืบหน้าต่อประชาชน (14.90%) การที่หน่วยงานตรวจสอบถูกแทรกแซงหรือขาดความเป็นอิสระ (14.10%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (8.40%)
หากคดีเอาผิดได้เพียง “คนตัวเล็ก” แต่สาวไม่ถึง “ผู้สั่งการ” ประชาชนมองว่าผลกระทบเชิงสังคมที่น่ากังวลที่สุด คือ เงินและอำนาจสามารถแทรกแซงคดีเพื่อเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ (35.75%) รองลงมาคือ ยิ่งเป็นคดีใหญ่ยิ่งเอาผิดตัวการใหญ่ได้ยาก (19.27%) ตามด้วยความกังวลว่าระบบจะมองการเอาผิดแค่คนตัวเล็กกลายเป็นเรื่องปกติ (17.75%) และตอกย้ำความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายที่คนไม่มีอำนาจมักถูกลงโทษได้ง่ายกว่า (14.57%) ขณะที่อีก 9.00% เห็นว่ายังสรุปไม่ได้เพราะอาจเกิดจากหลักฐานไม่เพียงพอ และระบุไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (3.66%)
นอกจากนั้น เมื่อถามว่า หากพบเห็นการทุจริตด้วยตนเองจะเลือกทำอย่างไร พบว่า ประชาชนเลือกส่งข้อมูลให้เพจดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ (29.54%) แจ้งหน่วยงานรัฐ เช่น ป.ป.ช. ดีเอสไอ หรือตำรวจ (24.52%) ส่งให้องค์กรภาคประชาชน (11.70%) ไม่แจ้งเพราะสิ้นหวังว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (11.54%) ส่งข้อมูลให้พรรคการเมืองเพื่อตรวจสอบ/นำเข้าสภา (7.09%) ไม่แจ้งเพราะกลัวไม่ปลอดภัยหรือกระทบต่อหน้าที่การงาน (6.69%) เลือกแนวทางอื่น เช่น ปรึกษาผู้มีความรู้ทางกฎหมายแล้วจึงดำเนินการต่อ หรือปรึกษาหน่วยงานที่พบเห็นการทุจริต (0.16%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (8.76%)
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้วิเคราะห์ 8 นัยยะและ 9 ข้อเสนอแนะจากผลโพล ดังนี้
8 นัยยะสำคัญจากผลไอเอฟดีโพล
- คดียังไม่จบ – ศรัทธารัฐจบ (93%) ประชาชนมองว่าการดำเนินคดีเป็นการจัดฉาก/ตัดตอน (50.24%) อยากเห็นการสาวถึงผู้สั่งการตัวจริง (25.56%) และอยากให้ปราบจริงทุกระดับถึงตัวใหญ่ (17.04%) และไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น (7.17%) ที่สะท้อนว่าคดียังไม่ทันจบ แต่ความไว้วางใจพังทลายล่วงหน้าแล้ว
- คดีจบที่ตัวเล็ก – ไม่ถึงตัวใหญ่ (63%) โดยประชาชนมองว่าคดีจะถูกตัดตอนไม่ถึงตัวใหญ่ ผ่านกำแพงคุ้มกันสามชั้น ได้แก่ การเอาผิดเฉพาะระดับปฏิบัติการ (21.55%) การสั่งย้าย/สอบวินัยเพื่อซื้อเวลาให้เรื่องเงียบ (20.92%) คดีล่าช้าหรือหยุดเมื่อโยงถึงตัวใหญ่ (20.13%) นอกจากนั้นประชาชนยังให้ความเห็นว่าการดำเนินคดีมีลักษณะไม่เปิดเผยความคืบหน้า (14.05%) และกรรมการสอบถูกแทรกแซง (13.28%) ร่วมด้วย
- คดีจบที่คนตัวเล็ก เพราะเงินอำนาจแทรกแซงเปลี่ยนผิดเป็นถูก (97%) ในกลุ่มที่มองว่าเป็นการจัดฉาก ให้ความเห็นว่าเงินและอำนาจเปลี่ยนผิดเป็นถูกได้ (35.75%), เอาผิดตัวใหญ่ยาก (19.27%), การเอาผิดแค่คนตัวเล็กกลายเป็นเรื่องปกติ (17.75%) และคนไร้อำนาจโดนลงโทษง่ายกว่า (14.57%)
- มาตรการทางปกครอง ไม่เท่ากับ ความเชื่อมั่น การสั่งย้ายข้าราชการหรือตั้งกรรมการสอบวินัย ไม่ได้ช่วยกู้คืนความเชื่อมั่นของประชาชน
- ประชาชนรอดูว่าผู้บงการตัวใหญ่จะโดนหรือไม่ หัวใจสำคัญของคดีนี้ที่สังคมเฝ้ามอง ไม่ใช่เพียงการลงโทษคนตัวเล็กหรือการสร้างฉากแอ็กชัน แต่คือการวัดใจว่าผู้สั่งการระดับสูงจะถูกลงโทษหรือไม่
- สั่งย้าย-สอบวินัย คือเทคนิคซื้อเวลา ประชาชนรู้ทันว่ามาตรการทางปกครองเป็นเพียงการดึงเรื่องให้ยืดเยื้อ เพื่อผ่อนถ่ายให้ผู้มีอำนาจพ้นภัยจนเรื่องเงียบหาย
- ศรัทธาหน้าฟีด พึ่งสื่อและอินฟลูเอนเซอร์มากกว่ารัฐ 2 เท่า เกิดภาวะศรัทธาย้ายฝั่ง ประชาชนเลือกแจ้งเบาะแสนอกระบบรัฐสูงถึง 48.33% (ส่งเพจดัง/อินฟลูเอนเซอร์ 29.54%) องค์กรภาคประชาชน (11.70%) พรรคการเมือง (7.09%) ซึ่งสูงกว่าการพึ่งพาหน่วยงานรัฐโดยตรง (ป.ป.ช./ดีเอสไอ/ตำรวจ) ที่มีเพียง 24.52% เกือบ 2 เท่า
- ปวงชนคนดีหมดกำลังใจ สภาพสังคมถอดใจเลือกที่จะเงียบ ประชาชนฝ่ายคนดีถอดใจไม่ร่วมแจ้งเบาะแสสูงถึง 18.23% แบ่งเป็นกลุ่มที่สิ้นหวังมองว่าแจ้งไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง (11.54%) และกลุ่มที่หวาดกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และหน้าที่การงาน (6.69%)
ข้อเสนอ 9 ประเด็น
- สาวสุดถึงตัวใหญ่ ให้สุดสายโซ่การโกง เดินหน้าสืบสวนกวาดล้างลึกล้ำไปถึงต้นตอ ไม่หยุดเพียงแค่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง แต่ต้องลากตัว “บงการใหญ่” ออกมารับโทษ ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่คนเข้าสอบ คนวางระบบ คนสั่งการ คนแก้คะแนน คนเก็บและรับผลประโยชน์ ตลอดจนผู้ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังทั้งหมด
- ตรวจเส้นทางการเงินแบบยกกระดาน เช็กเส้นทางการเงินของผู้ต้องสงสัยและผู้เชื่อมโยงทั้งกระบวนการ โดยไม่จำกัดเพียงแค่คนที่มีชื่อบนหน้าข่าว เพื่อแกะรอยสายการถ่ายโอนเงินและสาวถึงตัวการรับผลประโยชน์จริง
- แกะรอยระบบการติดต่อสื่อสาร ตรวจสอบประวัติและการเชื่อมโยงการสื่อสารของตัวละครทั้งหมดในระบบ ด้วยกระบวนการสืบสวนเชิงไต่สวน แทนการนั่งรอเพียงหลักฐานเชิงประจักษ์ฉากหน้า
- ถอนรากถอนโคนเครือข่ายโกงสอบทั้งระบบ ทลายขบวนการทุจริตอย่างเด็ดขาด เพราะผลสำรวจชี้ชัดว่าทำเป็นเครือข่ายใหญ่และฝังรากลึกมานานจนเชี่ยวชาญ การที่เรื่องเปิดแดงครั้งนี้เกิดจากการขัดผลประโยชน์ภายใน จึงต้องใช้จังหวะนี้รื้อขบวนการทั้งหมดให้หมดสิ้น
- แยกการสอบวินัยออกจากคดีอาญา ไม่พึ่งพาเพียงมาตรการทางปกครองอย่างการสั่งย้ายหรือพักงาน ซึ่งถูกมองเป็นการซื้อเวลา แต่ควรมุ่งเน้นการดำเนิน “คดีอาญา” กับผู้เกี่ยวข้องทุกคนอย่างจริงจัง เพื่อให้สืบสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้อย่างแท้จริง
- เร่งรัดกระบวนการ ปิดช่องผ่องถ่ายเอาตัวรอด เร่งสืบสวนสอบสวนให้จบโดยเร็วที่สุดในกรอบเวลาที่กระชับ เนื่องจากคดียืดเยื้อมานาน หากปล่อยให้เวลาผ่านไป เรื่องจะเงียบหาย และเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดวิ่งเต้นทำลายหลักฐานหรือหลบหนี
- รายงานความคืบหน้ารายวัน ให้คณะกรรมการตรวจสอบออกแถลงการณ์ความคืบหน้า หรือผ่านข่าวแจกสื่อมวลชนทุกวัน เพื่อยืนยันการทำงานจริง ลดข้อครหาเรื่องยื้อเวลา และตอบสนองความคาดหวังของประชาชน 93% ที่รอฟังข่าวการลงโทษผู้สั่งการ
- ยกระดับระบบคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส สร้างกลไกปกป้องผู้ชี้เบาะแส อย่างรัดกุม ให้มั่นใจในความปลอดภัยทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และหน้าที่การงาน เพื่อดึงประชาชนฝ่ายดีอีก 18.23% ที่เคยเลือกเงียบเพราะสิ้นหวังและหวาดกลัว ให้กล้าเข้ามาร่วมมือ
- ปฏิรูประบบสอบ ยุติการทุจริตอย่างยั่งยืน ปรับรื้อโครงสร้างการจัดสอบใหม่ทั้งหมดสู่เป้าหมาย “รื้อสอบ อนาคตไร้โกง” เพื่อสร้างสนามสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งจะสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ต่อเมื่อการดำเนินคดีในครั้งนี้สามารถ “สาวสุดถึงตัวใหญ่” ได้จริงเท่านั้น

ลักษณะประชากร
กลุ่มตัวอย่าง 1,256 ราย สำรวจใน 6 ภูมิภาค จำแนกเป็นเพศชาย 47.21% หญิง 43.63% เพศทางเลือก 2.55% ไม่ประสงค์จะระบุ 2.61% ช่วงอายุ 18-25 ปี 14.49% 26-35 ปี 21.74% 36-45 ปี 21.18% 46-59 ปี 22.69% และตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 18.90% ระดับการศึกษา ประถม/ต่ำกว่า 9.47% มัธยมต้น 24.92% มัธยมปลาย/ปวช. 24.52% อนุปริญญา/ปวส. 17.52% ป.ตรี 20.70% และสูงกว่า ป.ตรี 2.87% อาชีพ ข้าราชการ/ลูกจ้าง/รัฐและรัฐวิสาหกิจ 9.24% พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน 25.40% เจ้าของธุรกิจ/ประกอบอาชีพอิสระ 19.67% เกษตรกรรม/เลี้ยงสัตว์/ประมง 8.68% รับจ้างทั่วไป/ใช้แรงงาน 10.91% แม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณ 11.70% นักเรียน/นักศึกษา 7.80% และว่างงาน 6.61% และภูมิภาค ภาคอีสาน 33.84% ภาคเหนือ 16.88% กทม. และปริมณฑล (นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี) 15.45% ภาคใต้ 13.93% ภาคกลาง 13.30% และภาคตะวันออก 8.60%
ดาวน์โหลด
Press IFD POLL_05.08.2026 [pdf]
Info_IFD POLL_05.08.2026 [pdf]
