Skip to content Skip to footer

ไอเอฟดีโพล รัฐบาลใหม่ ประชาชนไม่อิน ไม่เชื่อมั่น กังวล

เมื่อวันที่ 18 ก.พ. 2569 ไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง รัฐบาลใหม่ ประชาชนไม่อิน ไม่เชื่อมั่น กังวล กลุ่มตัวอย่าง 1,362 ราย สำรวจช่วง   15-17 ก.พ. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค ค่าความเชื่อมั่น 95% ค่าคลาดเคลื่อน ±3%

ผลไอเอฟดีโพลพบว่า รัฐบาลใหม่ ประชาชนไม่อิน ไม่เชื่อมั่น กังวล  ประชาชนยังอยู่ในโหมด “รอดู” มากที่สุด โดยกลุ่ม ยังไม่แน่ใจ/ไม่ตอบ/รอผลเลือกตั้งยังไม่สรุป มีสัดส่วนสูงสุด 20.21%, ขณะที่ตัวเลือกสูตรจับขั้วที่ถูกเลือกมากในกลุ่มหลัก ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย + พรรคประชาธิปัตย์ 15.93% รองลงมาคือ พรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย 14.54%, พรรคภูมิใจไทย + พรรคกล้าธรรม 13.07% และพรรคภูมิใจไทย + พรรคเพื่อไทย + พรรคกล้าธรรม 10.87% ตามลำดับ รวม 4 สูตรนี้เท่ากับ 54.41% นอกจากนี้ ผู้ตอบที่ระบุว่า “ไม่อยากได้สักพรรค” 8.88% และ “พรรคประชาชนเข้ารัฐบาลด้วย” 8.37% ยังมีน้ำหนักสำคัญ และ “พรรคประชาชนเท่านั้น” 3.14%

ด้านความเชื่อมั่น เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศได้ ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจ โดยระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น 48.09% และไม่เชื่อมั่นเลย 19.82% รวม “ไม่เชื่อมั่น” ทั้งหมด 67.91% ขณะที่กลุ่มที่ “เชื่อมั่น” มี ค่อนข้างเชื่อมั่น 26.21% และ เชื่อมั่นมาก 5.88%  รวม “เชื่อมั่น” 32.09% ส่วนคำถามว่า รัฐบาลชุดใหม่ จะพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นยิ่งต่ำลงไปอีก โดยมีผู้ตอบว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น 49.85% และ ไม่เชื่อมั่นเลย 20.41% รวม “ไม่เชื่อมั่น” 70.26% ขณะที่ฝั่ง “เชื่อมั่น” มี ค่อนข้างเชื่อมั่น 24.30% และ เชื่อมั่นมาก 5.44% รวม “เชื่อมั่น” 29.74% สรุปคือ คนไทย “ยังไม่เชื่อ” ว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาได้ (ไม่เชื่อมั่น 67.91%) และ “ยิ่งไม่เชื่อ” ว่าจะพาไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น (ไม่เชื่อมั่น 70.26%)

สิ่งที่ประชาชนกังวลมากที่สุดที่อยากฝากถึงรัฐบาลใหม่

ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ค่าครองชีพยังสูง รายได้ไม่เพิ่ม แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้​ 38.47%, นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเน้น “แจก-กู้-ใช้” เพิ่มหนี้ระยะยาว ไม่คุ้ม 27.46%, ผลักดันโครงการขนาดใหญ่ ไม่คุ้มค่า ผลประโยชน์ไม่ถึงประชาชน 20.26%, กติกาเศรษฐกิจเอื้อทุนใหญ่/เครือข่าย SMEs แข่งยาก 12.33% และอื่น ๆ 1.48%

ด้านการเมืองกฎหมายถ่วงดุลอำนาจ ได้แก่ ใช้อำนาจรัฐ/กฎหมาย “เล่นงานฝ่ายเห็นต่าง” 24.45%, มัวแต่ทะเลาะขัดแย้งกัน บริหารสะดุด 18.28%, เสียงข้างมากในสภามากเกินไป ตรวจสอบถ่วงดุลทำงานได้ไม่เต็มที่ 18.14%,ทำงานแบบเดิมไม่ปรับปรุง-เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น 17.91%, บังคับใช้กฎหมายไม่เท่าเทียม 12.41%, และไม่ทำตามที่หาเสียงไว้ 8.00%

ด้านธรรมาภิบาลโปร่งใสเสี่ยงทุจริต ได้แก่ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจใน “คดีสำคัญ” 33.48%,  ทุจริต ความโปร่งใสลดลง/ปิดข้อมูล ตรวจสอบยาก 30.77%, แต่งตั้งบุคคลใกล้ชิด/เครือญาติ ดำรงตำแหน่งสำคัญ ไม่ยึดหลักคุณธรรม-ความสามารถ 19.60%, และเปิดช่องให้นายทุน/กลุ่มผลประโยชน์มีอิทธิพลเหนือกฎหมาย นโยบาย และสัมปทาน 16.15%

ด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่ แก้ไม่จบ ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา 32.82%, รับมือวิกฤตต่างประเทศล่าช้า 32.31%, การเจรจาความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่โปร่งใส ไม่เท่าทัน 22.03% และปฏิรูปกองทัพไม่คืบหน้า 11.38%

ด้านสังคม ได้แก่ จัดการไม่เด็ดขาดกับอาชญากรรมออนไลน์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ ฯลฯ 37.89%, บ้านใหญ่/เครือข่ายอุปถัมภ์ขยายตัว เอื้อพวกพ้อง/ผูกขาด 28.93%, มองข้ามนโยบายระยะยาวที่เห็นผลช้า เช่น การศึกษาและพัฒนาคน 21.73%, ทำให้เพิ่มความขัดแย้งในชุมชนระหว่างฝ่ายหนุน-ไม่หนุนรัฐบาล 10.06% และอื่น ๆ 1.39%

.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ได้กล่าววิเคราะห์นัยยะจากผลไอเอฟดีโพลเพิ่มเติม 9 ประเด็น  

         1) ไม่มีสูตรไหนครองใจ ผลโพลสะท้อนชัดว่า “ยังไม่มีสูตรใดได้ใจประชาชน” เพราะกลุ่มที่ ยังไม่แน่ใจ/ไม่ตอบ/รอผลเลือกตั้งยังไม่สรุป (20.21%) เมื่อรวมกับกลุ่ม ไม่อยากได้สักพรรค (8.88%) กลายเป็นฐานใหญ่ถึง (29.09%) ซึ่งมากกว่าสูตรใดสูตรหนึ่งที่อยู่เพียง 10 กว่า % ภาพรวมจึงไม่ใช่ “สูตรไหนชนะ” แต่คือ “ยังไม่มีสูตรไหนได้คะแนนศรัทธาจากประชาชน”

2) ตั้งได้จริง ไม่ได้แปลว่าได้ใจ เมื่อพิจารณา 4 สูตรหลักที่ถูกเลือกมากที่สุดจากผลโพล จะพบว่ารวมกันได้ (54.41%) สะท้อนการตัดสินใจแบบ pragmatic ของประชาชน คือเลือกบนฐาน “ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาล” มากกว่าเลือกจาก “ความถูกใจสูงสุด” นัยยะสำคัญคือ ต่อให้รัฐบาลตั้งได้ตามสูตรที่ดูเดินได้จริง ก็ยังไม่ได้แปลว่าจะได้ใจ รัฐบาลใหม่จึงต้องสร้างการยอมรับด้วยผลงานและความโปร่งใส ไม่ใช่อาศัยตรรกะการต่อรองในสภาเพียงอย่างเดียว

3) ประชาชนยังไม่อินกับรัฐบาลใหม่  ผลโพล (29.09%) ที่ประชาชนระบุว่า “รอดู/ไม่ตอบ” และ “ไม่อยากได้สักพรรค” คือสัญญาณอารมณ์สังคมที่สำคัญ เพราะสะท้อนภาวะ “ไม่อิน” กับว่าที่รัฐบาลใหม่  นัยยะคือรัฐบาลใหม่จะไม่ได้ประโยชน์จาก “ความชอบธรรมเชิงกระบวนการ” มากนัก เพราะคนยังไม่รู้สึกว่ารัฐบาลเป็นคำตอบของประเทศ ดังนั้นคะแนนนิยมจะขึ้นลงตามผลงานที่จับต้องได้แบบรายประเด็น หากช่วงใดผลลัพธ์ไม่ออกหรือสื่อสารไม่ชัด ความรู้สึกไม่อินจะกลายเป็นแรงกดดันทันที

4) เริ่มด้วยเครดิตติดลบ  ตัวเลขความเชื่อมั่นบอกชัดว่ารัฐบาลใหม่เริ่มต้นบนฐาน “ต้องพิสูจน์” มากกว่าฐาน “ได้เครดิตก่อน” โดยคำถามเรื่อง จะแก้ปัญหาสำคัญของประเทศได้ พบว่าฝั่งไม่เชื่อมั่นรวมสูงถึง (67.91%) ขณะที่คำถามเรื่อง พาประเทศไปอนาคตที่ดีขึ้น ฝั่งไม่เชื่อมั่นรวมยิ่งสูงเป็น (70.26%) ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะถูกตรวจสอบเข้ม และความเชื่อมั่นจะเกิดจากผลลัพธ์จริงมากกว่าคำประกาศ รัฐบาลจึงต้อง “สร้างเครดิตใหม่” ด้วยผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้และการตัดสินใจที่ชัดเจนสม่ำเสมอ เพราะบอกได้เลยว่า หากเกิดความผิดพลาดในบางจังหวะ อาจไม่ถูกมองเป็นอุบัติเหตุ แต่มีโอกาสถูกตีความว่า รัฐบาลยังไม่พร้อมบริหารตั้งแต่แรก

5) แรงต้านมีมาก่อนตั้งรัฐบาล  โพลสะท้อนว่ารัฐบาลใหม่เผชิญ “แรงต้านทางใจ” อยู่แล้ว เพราะประชาชนจำนวนมากยังไม่อินหรือยังไม่เลือก และยังไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาสำคัญหรือพาประเทศไปอนาคตที่ดีขึ้นได้จริง ในสภาพแบบนี้ กลุ่มที่ยังลังเลไม่ใช่ “กลาง ๆ เฉย ๆ” แต่เป็น ตัวแปรสะเทือนคะแนนนิยม หากรัฐบาลสะดุดประเด็นอ่อนไหว เช่นความไม่โปร่งใส ความไม่เป็นธรรม หรือถูกมองว่าเล่นเกมอำนาจ กลุ่มนี้จะขยับเป็นแรงต้านได้เร็ว ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและผลงานในแต่ละช่วงของการบริหาร

6) รัฐบาลต้องพิสูจน์สมรรถนะ  สิ่งที่น่าจับตาคือ กลุ่ม “ไม่ค่อยเชื่อมั่น” มีสัดส่วนสูงมากทั้งเรื่องการแก้ปัญหาสำคัญของประเทศ และการพาอนาคตที่ดีขึ้น ดังนั้น “รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์” เพราะหากผลงานไม่ออกมาเป็นรูปธรรม หรือกระบวนการตัดสินใจคลุมเครือ เปลี่ยนไปมา อธิบายไม่ชัด หรือดูเหมือนขับเคลื่อนด้วยดีลมากกว่าหลักการ สังคมจะตีความได้ง่ายว่า “รัฐไร้สมรรถนะ” และความลังเลจะไหลไปเป็นความไม่เชื่อมั่นอย่างรวดเร็ว นั่นหมายถึง รัฐบาลต้องแบกรับต้นทุนทางการเมืองสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นของการบริหาร

7) ปากท้องมาก่อนทุกนโยบาย โพลชี้ว่าโจทย์เศรษฐกิจถูกวางไว้หน้าอื่นทั้งหมด โดยความกังวลอันดับหนึ่งคือ ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่เพิ่ม (38.47%) และอันดับสองคือความระแวงว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นแนว “แจก-กู้-ใช้” เสี่ยงเพิ่มหนี้ระยะยาวแต่ผลไม่คุ้ม (27.46%)  ประชาชนต้องการผลลัพธ์ที่ “รู้สึกได้จริง” และต้องการความคุ้มค่าเชิงงบประมาณพร้อมกัน รัฐบาลใหม่จึงถูกคาดหวังให้ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแบบจับต้องได้ โดยไม่ทิ้งภาระระยะยาวไว้กับประเทศ

8) เส้นแดง: อำนาจยุติธรรมโปร่งใส ประชาชนกังวลในเรื่องการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม/คดีสำคัญ (33.48%) การทุจริต-ความโปร่งใสลดลง/ปิดข้อมูล (30.77%) และการใช้อำนาจรัฐ/กฎหมายเล่นงานฝ่ายเห็นต่าง (24.45%) นัยยะทางการเมืองคือ “ความชอบธรรม” จะถูกตัดสินจากพฤติกรรมเชิงอำนาจและความโปร่งใสอย่างเข้มงวด ต่อให้มีผลงานด้านอื่น หากสังคมเห็นสัญญาณการแทรกแซงหรือปิดข้อมูล คะแนนความไว้วางใจจะร่วงเร็วและกู้ยาก

9) บททดสอบ: สแกมเมอร์ชายแดนวิกฤตโลก ความกังวลระดับ “ชีวิตจริง” กลายเป็นตัวชี้วัดสมรรถนะรัฐที่ชัดที่สุด โดยหมวดสังคมพบว่าประชาชนกังวลเรื่อง อาชญากรรมออนไลน์/คอลเซ็นเตอร์/สแกม/พนันออนไลน์ (37.89%) สูงสุด ขณะเดียวกันหมวดความมั่นคง-ต่างประเทศ ความกังวลเด่นคือ ชายแดนไทย–กัมพูชาแก้ไม่จบ (32.82%) และ รับมือวิกฤตต่างประเทศล่าช้า (32.31%) นัยยะคือรัฐบาลใหม่จะถูกประเมินจาก “ความเร็ว ความเด็ดขาด และความโปร่งใส” ในการจัดการวิกฤต ความเสี่ยงเฉียบพลัน หากทำให้ประชาชนรู้สึกว่ารัฐ “ทันภัย ทันเกม” ได้ ความเชื่อมั่นมีโอกาสฟื้น แต่หากทำไม่ได้ จะตอกย้ำภาพรัฐที่ไม่สามารถคุ้มครองประชาชนในโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ลักษณะประชากรและภูมิภาค

กลุ่มตัวอย่าง 1,362 ราย ครอบคลุม 6 ภูมิภาค โดยสำรวจในกลุ่มเพศ ชาย 48.10% หญิง 49.70% และเพศทางเลือก 2.20% ด้านอายุ ได้แก่ 18–25 ปี 14.60% 26–35 ปี 17.10% 36–45 ปี 16.90% 46–59 ปี 28.40% และ 60 ปีขึ้นไป 23.00% ระดับการศึกษา ได้แก่ ประถม/ต่ำกว่า 10.80% มัธยมต้น 20.40% มัธยมปลาย/ปวช. 23.50% อนุปริญญา/ปวส. 19.70% ป.ตรี 19.00% และสูงกว่า ป.ตรี 6.60% อาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ 12.10% พนักงานเอกชน 18.90% เจ้าของกิจการทำงานคนเดียว/อาชีพอิสระ 25.60% นักเรียน/นักศึกษา 9.90% งานบ้าน/ทำงานให้ครอบครัว 11.20% เจ้าของกิจการที่มีการจ้างพนักงาน 10.20% และว่างงาน/เกษียณ 12.10% และการกระจายตามภูมิภาค กทม./ปริมณฑล 14.76% เหนือ 18.08% กลาง 11.36% ตะวันออก 7.98% ตะวันออกเฉียงเหนือ 33.88% และใต้ 13.94%

ดาวน์โหลด

Press IFD POLL 18.02.2026 [pdf]

Infographic IFD POLL 18.02.2026 [pdf]