Skip to content Skip to footer

ไอเอฟดีโพล ชี้ คนไทย83.99% ขอนับใหม่-เลือกตั้งใหม่-โมฆะ-ทางออกพิเศษนายกฯ ม. 5

ไอเอฟดีโพล ชี้ คนไทย83.99% ขอนับใหม่-เลือกตั้งใหม่-โมฆะ-ทางออกพิเศษนายกฯ ม. 5 ขณะ ดร.แดนมอง ถึงเวลาปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ คิวอาร์-บาร์โค้ด เสี่ยงสูงโมฆะ

เมื่อ 15 ก.พ. 2569 ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และนางจิตติมา บุญวิทยา ผู้อำนวยการไอเอฟดีโพลและเซอร์เวย์ แถลงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป เรื่อง “คนไทย 83.99% ขอนับใหม่-เลือกตั้งใหม่-โมฆะ-ทางออกพิเศษนายกฯ มาตรา 5” กลุ่มตัวอย่าง 1,205 ตัวอย่าง สำรวจช่วง 11–13 ก.พ. 2569 ครอบคลุม 6 ภูมิภาค เก็บข้อมูลทั้งการลงภาคสนามและโทรศัพท์ สุ่มตัวอย่างแบบ Stratified Five-Stage Random Sampling ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ค่าความผิดพลาดที่ ±3%

ผลไอเอฟดีโพล เรื่อง “คนไทย 83.99% ขอนับใหม่-เลือกตั้งใหม่-โมฆะ-ทางออกพิเศษนายกฯ มาตรา 5”  และพบว่า มีเพียง 10.95% ที่เห็นว่า “กกต.ประกาศผลเป็นทางการได้ตามปกติ” ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ 83.99% ต้องการ “มาตรการทบทวนผล” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (นับใหม่/เลือกตั้งใหม่/โมฆะ/ทางออกพิเศษ) ดังนี้

เมื่อถามประชาชนว่า อยากให้ “สรุปผลเลือกตั้ง” ออกมาในรูปแบบใดมากที่สุด ผลสำรวจพบว่า ให้นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วย/เขตที่ผิดปกติ 29.88%, นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ 17.76%, เลือกตั้งใหม่บางหน่วย/เขตเลือกตั้งที่ผิดปกติ 16.02%,  เลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะและเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ 14.94%,  กกต. ประกาศผลเป็นทางการได้ตามปกติ 10.95%,  เลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะและตั้งนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 5  5.39% และไม่แน่ใจ/ไม่ตอบ 5.06%

เมื่อเจาะถามลึกถึง “เหตุผลหลัก” ของผู้ตอบในแต่ละทางเลือก พบว่า กลุ่มที่เลือก “นับคะแนนใหม่เฉพาะหน่วย/เขตที่ผิดปกติ” (29.88%) ให้เหตุผลว่าเป็น “ปัญหารายพื้นที่ ไม่ใช่ทั้งระบบ” 40.83% และ “ทุกคะแนนสำคัญ อยากให้ข้อสงสัยจบแบบเคลียร์” 37.78%. ขณะที่กลุ่ม “นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ” (17.76%) เห็นว่า “ความผิดปกติเกิดหลายพื้นที่ จึงอยากให้ตรวจใหม่ทั้งระบบ” 69.63% และมองว่าเป็น “วิธีที่ง่ายที่สุดที่ยืนยันว่าคะแนนเสียงถูกต้อง โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” 28.97% สำหรับกลุ่มที่เห็นว่า “ให้เลือกตั้งใหม่บางหน่วย/เขตที่ผิดปกติ” (16.02%) ให้เหตุผลว่า “มีความผิดปกติในการเลือกตั้งอย่างมาก จนการนับใหม่อาจไม่พอ/ไม่น่าเชื่อถือ” 52.33% และ “ไม่จำเป็นต้องเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ เพราะเสียเวลา–งบมากเกินไป” 46.63% ส่วนกลุ่มที่เห็นว่า “ควรให้การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะและเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ” (14.94%) ให้เหตุผลว่าเป็น “ปัญหาเชิงระบบ กระทบความน่าเชื่อถือภาพรวม” 63.89% และ “ต้องเลือกตั้งใหม่เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ-ลดขัดแย้ง” 15.55% และกลุ่มที่ระบุว่า “ให้เลือกตั้งเป็นโมฆะและให้มีนายกฯ พระราชทานตามมาตรา 5” (5.39%) โดยให้เหตุผลว่า อยากได้ “คนกลางไม่สังกัดพรรค” มาบริหารชั่วคราว 50.77% และเบื่อการเมืองแบบเดิม เลือกตั้งแล้วได้แบบเดิม 26.15%  

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ วิเคราะห์นัยยะเพิ่มเติมจากผลไอเอฟดีโพล ซึ่งสะท้อนความต้องการประชาชนใน 5 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

1) “ถึงเวลา ปฏิรูปกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ” เพราะความชอบธรรมเชิงกระบวนการถูกสั่นคลอนอย่างมีนัยยะสำคัญ ผลจากโพลมีผลชัดเจนว่า มีเพียง 10.95% ที่ต้องการให้ กกต.ประกาศผลเป็นทางการได้ตามปกติ ขณะที่ประชาชนรวม 83.99% ต้องการ “ทบทวนผล” ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (นับใหม่/เลือกตั้งใหม่/โมฆะ/ทางออกพิเศษ) ซึ่งเป็นระดับที่สูงผิดปกติ นัยยะเชิงระบบจึงไม่ใช่แค่ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” แต่หมายถึงความจำเป็นของการทบทวนมาตรฐานการจัดการเลือกตั้งทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ขั้นตอนหน่วยเลือกตั้ง การนับ การบันทึก/ส่งข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงกลไกรับเรื่องร้องเรียนและการตัดสินใจเชิงกระบวนวิธีของ กกต.

2) กกต. ไม่ควรแค่ “ชี้แจง” แต่ไปสู่ “แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์เพราะประชาชนต้องการ ‘พิสูจน์’ ไม่ใช่ ‘บอกให้เชื่อ’เหตุผลของกลุ่มที่เลือก “นับใหม่” สะท้อนตรงกันว่า จุดสำคัญคือความชัดเจนที่ตรวจสอบได้: ในกลุ่มที่เลือก นับใหม่เฉพาะหน่วย/เขต (29.88%) เหตุผลหลักคือมองว่าเป็น ปัญหาเฉพาะจุด ไม่ใช่ทั้งระบบ 40.83%, รองลงมาคือ ทุกคะแนนสำคัญ อยากให้ข้อกังขาจบ 37.78%,  ส่วนกลุ่มที่เลือก นับใหม่ทั้งประเทศ (17.76%) เหตุผลหลักคือเห็นว่า ผิดปกติเกิดหลายพื้นที่ จึงควรตรวจใหม่ทั้งระบบ 69.63%, รองลงมาคือมองว่าเป็นวิธี ยืนยันความถูกต้องได้โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ 28.97%  นัยยะจึงชัดว่า ต้องการให้ “เคลียร์ด้วยหลักฐาน” ดังนั้นสิ่งที่จะกู้ศรัทธาได้จริงคือการทำให้ข้อมูลและขั้นตอนตรวจสอบจับต้องได้ เช่น เปิดข้อมูลรายหน่วย เกณฑ์พิจารณาคำร้อง ขั้นตอนนับใหม่/ตรวจซ้ำ และไทม์ไลน์ที่ชัด ฯลฯ

3) พรรคที่ชนะต้องออกมาสื่อสารเชิงรุกว่า “ชนะได้อย่างไร” ไม่ใช่นิ่งเงียบ เพราะชนะเลือกตั้งไม่เท่ากับสังคมยอมรับผล โพลสะท้อนว่าประชาชนกำลัง “ตัดสินใจยอมรับผลผ่านความโปร่งใสของกระบวนการ” มากกว่า “การรอให้รับรองผลตามขั้นตอนเพียงอย่างเดียว” เมื่อคนส่วนใหญ่ต้องการให้ทบทวนผลถึง 83.99% นัยยะคือ หากพรรคหรือผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงนิ่งเฉย หรือทำท่าเหมือนปล่อยให้เวลาพาเรื่องเงียบไปเอง จะยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่พร้อมพิสูจน์ และทำให้ข้อสงสัยเรื่องที่มาของคะแนนขยายตัว ทางออกหนึ่ง คือการอธิบายด้วยเหตุผลและข้อมูลว่า ชนะมาได้จากอะไร เช่น ฐานนโยบาย ฐานพื้นที่ ผลงานในเขต เครือข่ายทีมงาน และการสื่อสารหาเสียง ฯลฯ

4) ทบทวนและปรับระบบ ไม่ใช่ยึดไว้-อนุรักษ์ไว้ เพียงเพราะ “เคยเป็นแบบนี้” ผลโพลสะท้อนว่า มีประชาชนจำนวนมากไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง และต้องการเห็นการปรับปรุงเชิงระบบอย่างจริงจัง ดังนั้นจึงสะท้อนนัยยะต่อสังคมว่า ระบบหรือกติกาใดที่มีจุดอ่อน ควรถูกทบทวนและแก้ไขให้โปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ มากกว่าการรักษา อนุรักษ์ หรือยึดถือไว้ ด้วยเหตุผลว่าเป็นรูปแบบเดิม แต่หากไม่ปรับ ความไม่เชื่อมั่นจะสะสมและกลับมาเป็นวิกฤตซ้ำในระบบต่าง ๆ จนไม่สามารถอยู่ได้

5) “มาตรา 5” เป็นสัญญาณความอึดอัดต่อทางออกในระบบ: ไม่ควรมองข้าม ผู้เลือก “โมฆะและตั้งนายกฯ มาตรา 5” จะอยู่ที่ 5.39% เป็นการสะท้อนอารมณ์ทางการเมืองแบบ “ทางตัน” (system fatigue)  โดยจากผลโพลพบว่า เหตุผลนำคืออยากได้ “คนกลางไม่สังกัดพรรค เป็นคนดี-เก่ง” มาบริหารชั่วคราว (50.77%) และเบื่อการเมืองแบบเดิม เลือกตั้งแล้วได้รัฐบาลเดิมที่ไม่แก้ปัญหา (26.15%) รวมถึงความไม่เชื่อมั่นว่าต่อให้นับใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ก็ยังไม่จบ (20.00%) นัยยะสำคัญคือ เมื่อความเชื่อมั่นต่อกลไกปกติถดถอย คนบางส่วนจะเริ่ม “ย้ายความหวัง” ไปหาทางออกพิเศษมากขึ้น

นอกจากนี้ ดร.แดน ยังกล่าวถึง “คิวอาร์โคด-บาร์โคดบนบัตรเลือกตั้ง” ว่า เชื่อว่า กกต.ไม่น่ามีเจตนาทำให้การลงคะแนน “ไม่เป็นความลับ” และน่าจะทำด้วยเจตนาดี แต่ในทางปฏิบัติ คิวอาร์โค้ด-บาร์โคดอาจถูกตีความว่ากระทบความลับในการลงคะแนน  กลายเป็นจุดเปราะบางทั้งด้านกฎหมายและความเชื่อมั่น จนเพิ่มโอกาสสูงมากในการถูกวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

 

ลักษณะประชากรและภูมิภาค

กลุ่มตัวอย่าง 1,205 ราย ใน 6 ภูมิภาค มีเพศชาย 46.89% เพศหญิง 50.95% และเพศทางเลือก 2.16% อายุ 18–25 ปี 14.36% 26–35 ปี 17.10% 36–45 ปี 16.60% 46–59 ปี 28.63% และ 60 ปีขึ้นไป 23.31% ระดับการศึกษา ประถม/ต่ำกว่า 10.37% มัธยมต้น 20.17% มัธยมปลาย/ปวช. 24.90% อนุปริญญา/ปวส. 18.59% ป.ตรี 19.75% และสูงกว่า ป.ตรี 6.22% อาชีพ ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ 10.71% พนักงานเอกชน 20.58% เจ้าของกิจการทำงานคนเดียว/อาชีพอิสระ 24.15% นักเรียน/นักศึกษา 10.95% งานบ้าน/ทำงานให้ครอบครัว 10.21% เจ้าของกิจการที่มีการจ้างพนักงาน 11.37% และว่างงาน/เกษียณ 12.03% สำรวจใน 6 ภูมิภาค ได้แก่ กทม./ปริมณฑล 14.77% เหนือ 18.09% กลาง 11.37% ตะวันออก 7.97% ตะวันออกเฉียงเหนือ 33.86% และใต้ 13.94%

ดาวน์โหลด

Press IFD POLL 15.02.2026 [pdf]

Infographic IFD POLL 15.02.2026 [pdf]